ท่อยางทนความร้อน – เปรียบเทียบสายอุตสาหกรรม

ท่อยางทนความร้อน– เปรียบเทียบสายอุตสาหกรรม

                สายยางอุตสาหกรรม (industrial hose)นั้นมีทั้งแบบขับเคลื่อนด้วยระบบลม หรือ แบบใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้า โดยใช้มาเป็นพลังงานขับเคลื่อนของมอเตอร์ของท่อยางทนความร้อนทุกแบบ แต่ว่าไม่ว่าจะทำงานด้วยระบบไหน หลักการทำงานส่วนใหญ่ก็มาจากการใช้มือโยก ในสมัยก่อนใช้การกดปุ่มจึงทำให้ไม่ต้องออกแรงอะไรเท่าไร สายอุตสาหกรรม แบบระบบลมนั้นส่วนใหญ่จะมีการใช้งานกันในโรงงานต่างๆ แต่ก็สำหรับบางโรงงานที่ไม่มีพื้นที่สำหรับเดินสายลม ก็จะใช้สายยางอุตสาหกรรม แบบท่อยางทนความร้อนกันมากกว่า เพราะเคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนได้สามารนำไปใช้แพ็คของนอกสถานที่ได้ด้วย แต่จะมีราคาสูงกว่าแบบระบบลมมาก การเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียต่างๆของทั้ง 2ระบบมีดังนี้

                สายยางอุตสาหกรรม แบบท่อยางทนความร้อนจะสามารถช่วยในการแพ็คของที่ต้องเคลื่อนย้ายได้สะดวกมากกว่าเพราะไม่มีสายลมมาต่อที่เครื่องให้รำคาญ แต่ถ้าเป็นท่อยางทนความร้อนแบบระบบลมแล้วนั้น ตัวเครื่องจะทำงานโดยใช้ลมมาเป็นพลังงานกล อุปกรณ์ภายในตัวเครื่องจึงไม่มีความซับซ้อนมากนัก สามารถใช้งานได้ทนทานและสามารถเปลี่ยนอะไหล่ได้ง่าย ส่วนท่อยางอ่อนที่ใช้แบตเตอรี่นั้นจัดเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก มักจะเกิดอาการเสียโดยที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้บ่อยครั้ง อาจจะเป็นเช่น เมนบอร์ดพัง ไอซีไหม้เสีย เหมือนคอมพิวเตอร์ที่รวนได้โดยไร้สาเหตุ เนื่องจากว่าอาจจะมีความสามารคถในการใช้งานสูงเกินไปมีระบบอัตโนมัติเยอะ ทำให้มีโอกาสเสียได้ง่ายมากต้องมีการดูแลที่มากขึ้นพอสมควร ท่อยางอุตสาหกรรม ราคาที่ใช้งานสายไฮดรอลิคจะทำงานได้เงียบมากกว่าที่ใช้ระบบลม ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงและการดูแลรักษาสายยางอุตสาหกรรม ระบบลมถูกกว่าและง่ายกว่า สายยางอุตสาหกรรม (industrial hose)ที่ใช้ระบบสายไฮดรอลิคทางด้านรูปร่างของลักษณะสินค้าที่จะรัดนั้นก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเลือกใช้สายยางอุตสาหกรรม ประเภทต่างๆ อย่างเช่นว่า ถ้าเป็นของที่มีลักษณะโค้งหรือเหลี่ยมก็จะมีสายยางอุตสาหกรรม ที่เหมาะกับงานแต่ละประเภทให้เลือก อย่างถ้าของที่จะรัดมีขนาดเล็กไม่ใหญ่มากอาจจะเหมาะกับเครื่องระบบลมมากกว่า แต่ถ้าของที่มีขนาดใหญ่ไม่สามารถนำมาไว้ตรงสายยางอุตสาหกรรม ได้อาจจะเลือกใช้เครื่องรัดระบบสายไฮดรอลิคที่สามารถเคลื่อนย้ายไปรัดที่ตัวสินค้าได้เองเลย หรือสามารถนำไปรัดสินค้าภายนอกสถานที่ได้ง่าย การเลือกให้เหมาะกับงานนั้นน่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายต้นทุนได้บ้าง